Monday, April 21, 2008

Songkran in Hong Kong

วันก่อนนัดกันกะเพื่อนๆ 3 สาวสุดฮ็อต (ปุ๊ ก้อย และตุ๊กตา)ไปเที่ยวฮ่องกง ก่อนหน้านั้น ก้อยกะตุ๊กตาชวนไปช้อปที่ London แต่ว่า เอิ่ม... เงินเดือนที่เพิ่งได้โปรโมทมามันไม่ได้มากขนาดนั้นนะเพื่อนเลิฟ แล้วเพื่อนๆก็เลยเสนอว่าเป็น Hong Kong แทน

และแล้วปุ๊ and the gang ก็สรุปว่าเราจะไป Hong Kong ช่วง 17 - 19 April เราสามมุ่งมั่นตั้งใจว่าจะไปเป็นทัวร์กิน ไม่เน้นช้อป แล้วก็เยี่ยมเยียน Venetian เพราะดูในทีวีมามันเจ๋งมากๆ

เราไปพักกันที่ Ibis North Point, Hong Kong ราคาประหยัด เพราะออกจะไกลจากแหล่งช้อป เอ้ย.. อาหารไปหน่อย แต่ก็ใกล้สถานี MTR เข้าไป check in ก็ขอเตียงเสริม เค้าบอกว่า ไม่มีเตียงเสริม เล่นเอาเง็ง... แต่พอเข้าไปในห้องพัก โอ้ แม่ เจ้า!!! เข้าใจแล้วว่าทำไมไม่มี มันแคบมากกกกกก นึกว่าอยู่ญี่ปุ่นซะอีก กระเป๋าวาง 3 ใบ ไม่มีทางเดิน แล้วต้องนอนพื้นคนนึง ก็เลยต้องเล่นไพ่สลาฟเพื่อหาคนนอนพื้น hahaha






แหะ แหะ... แต่ก็อ่ะนะ จะไม่ช้อปเลยมันก็ยาก สุดท้ายก็ช้อปบ้างงงงง แก้เครียดกับการนอนโรงแรมแคบๆ




อาหารการกินก็อุดมสมบูรณ์พอสมควรเป็นบางมื้อ ดูรูปเอาละกัน (เฉพาะมื้อดีๆนะ)

มื้อเย็นที่ Tai Woo Restaurant, Causeway Bay






ไอ้เล่มแดงๆนั่นเป็นคู่มือ Best of the Best Restaurant ที่เราใช้เปิดหาร้านกินกัน

ซากความเสียหาย

ผู้จัดการร้านชวนให้ถ่ายรูปด้วย พร้อมกับ Lobster ที่ชื่อว่า Peter


Dim Sum อร่อยมากกกกกกกกก at Mariott, Pacific Place











เรายังข้ามเรือ Ferry ไป Macao เพื่อไปเยี่ยม The Venetian มาด้วยล่ะ เดินทางข้ามเรือจากฝั่ง Kaoloon ตรง China Ferry พอเรือไปถึงแล้ว ก็มี Shuttle bus ของทางโรงแรมไปส่งถึงที่ สะดวกสบายตามอัตภาพ ถ้าไม่นับที่อากาศไม่ดีพายุเริ่มจะมาเยือน เรือ Ferry ก็เลยเป็น บรรยากาศล่องแก่ง แถมมีเสียงโอ้กอ้ากเป็นระยะ โรงแรมสวยเก๋มากๆเลยล่ะ ละลานตาสมคำล่ำลือ Casino ก็ใหญ่เชียว งานนี้ปุ๊ไม่ได้เล่นอะไร ได้แต่เชียร์เพื่อนตุ๊กกะเพื่อนก้อย โดยเฉพาะเพื่อนก้อยนี่ ระหว่างนั่งเรือไปก็หลับแล้วฝันว่า เดินเข้าไปในห้องน้ำ แล้วเจอ ขรี้ เต็มไปหมด ถูกแล้วค้าบ ขรี้ ตามตำราทำนายฝันบอกว่า ฝันเห็นขรี้จะได้ลาภ

เจอแบบนี้ เพื่อนก้อยซึ่งทีแรกว่าจะไปเดินชมกะปุ๊ ระหว่างปล่อยให้เพื่อนตุ๊กนั่งโต๊ะ Blackjack ก็เลยขอซะหน่อย หยอด Slot ไป 20 HKD งมอยู่นานว่าเล่นยังไง เกือบจะถอดใจแล้ว แต่สุดท้ายก็ได้ jackpot ได้มา 53 HKD รีบเอาเงินออกเลย เดินไปอวดเพื่อนตุ๊ก แล้วมันก็เกิดอาการโลภ ฝากเพื่อนตุ๊กลงตาสุดท้าย เล่นไป 100 HKD เพราะความโลภก็เลยหมด ขาดทุนไป 47 HKD hahaha...












วันสุดท้าย ทีแรกก็กะว่าจะหนีโดนสาดน้ำ ที่ไหนได้ล่ะ เจอพายุเข้าเปียกโทรมไปหมด แถมขากลับเครื่องบินยัง delay ไป 2 ชั่วโมงอีก

งานนี้คุณนายก็เลย... หมดสภาพ (- -')

Sunday, April 6, 2008

น้องนาย ณ สามชุก ตลาดร้อยปี

หลานชายสุดเลิฟที่ตอนนี้กำลังเห่อมากๆ ชื่อ น้องนาย ณ สามชุก ตลาดร้อยปี ช่วงหลังๆนี่เวลาไปบ้านยายทีไร ไม่ค่อยอยู่กะยายหรอก แป๊บเดียวก็แว่บไปอุ้มน้องนายเล่นอยู่หลายชั่วโมงจนกล้ามแขนจะขึ้นแล้ว ตอนนี้น้องนายอายุ 6 เดือน ไม่รู้หนักเท่าไหร่ แต่ตอน 5 เดือนนี่ หนักไป 7.5 กิโล อุ้มแต่ละทีก็เมื่อยแขน กล้ามแทบขึ้น เรียกว่าไม่ต้องยกเวทให้เหนื่อยเลย

เมื่อวานไปเล่นๆกะน้องนายก็เกิดไอเดียอยากแกล้งเด็กไปเรื่อย แถม อัน แม่ของน้องนายเองยังร่วมมืออีก พอนายเห็นปุ๊กินหมูแดดเดียวทอด ก็มองแบบว่า จ้องเลย แถมอ้าปากอยากจะกินมาก แต่ว่านายเพิ่งมีฟันล่างขึ้นนิดๆ 2 ซี่ ปุ๊ก็เลยยื่นให้ไปแตะๆลิ้นเล่น อันที่อุ้มนายอยู่ก็แกล้ง ดึงตัวนายที่กำลังพยายามโน้มตัวอ้าปากมาชิมหมูทอด นายก็ร้อง แอ๊ะ พร้อมบรรยายว่า เนี่ยะ เดี๋ยวคอยดูนะ พอขัดใจเข้ามากๆ ก็จะร้อง เราก็เลยร่วมมือกันอยู่เกือบสิบครั้งเห็นจะได้ สุดท้ายคราวนี้ร้องจริง แต่ร้องแบบว่า แอ๊ะ หือ หือ แอ๊ะ แล้วก็ทำเหมือนจะยิ้มประจบ แล้วก็หือ หือ แอ๊ะใหม่อีกรอบ ฟังแล้วสงสารก็สงสาร ขำก็ขำ จะร้องไห้หรือหัวเราะประจบอยากกินหมูกันแน่คับน้องนาย สุดท้ายพอยอมให้เอาหมูแตะลิ้นแล้ว นายก็ทำท่าเคี้ยวอย่างเอร็ดอร่อยหมุบหมับๆ เสียดายไม่มีภาพมาให้ดู เพราะมัวแต่ขำ ฟันก็เพิ่งจะเริ่มขึ้น ในปากก็ไม่มีไรให้เคี้ยวหรอก แต่ท่าทางเค้าอร่อยจริงๆ

เท่านั้นยังไม่พอ ทีนี้ปุ๊มีถุงผ้าลดโลกร้อน ของ SCB อยู่ ก็เลยจับนายใส่ถุง เตรียมหิ้วกลับบ้านมาอยู่ด้วยกันเลยทีเดียว

Saturday, March 22, 2008

ความทุกข์


อ่านเจอจากนิตยสาร online ธรรมะใกล้ตัว ที่หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชโช ได้เทศน์เอาไว้เกี่ยวกับความทุกข์ อ่านแล้วชอบเลยเอามาแบ่งปันกันนะคะ


ความทุกข์... ไม่ใช่สิ่งแปลกปลอมของชีวิต
และศาสนาพุทธก็เป็นศาสนาเดียวที่สอนให้เรากล้าเผชิญหน้ากับมัน
พระพุทธเจ้าไม่ได้สอนให้เราวิ่งหนีทุกข์ ไม่ได้สอนให้เราวิ่งหาความสุข
แต่สอนให้เข้าไปทำความรู้จักกับมัน
เพื่อที่จะได้เป็นอิสระจากมัน


และความทุกข์ก็ไม่ได้อยู่ที่ไหนไกล
ทุกข์ไม่ได้อยู่ที่คนที่ทิ้งเรา ไม่ได้อยู่ที่ศัตรู ไม่ได้อยู่ที่คำพูดบาดหู ไม่ได้อยู่ที่ก้อนหนี้
แต่อยู่ที่ตรงนี้ ...ที่จิตที่ใจของเรานี้เอง


อ่านเพิ่มเติมหรือไปโหลด MP3 ที่หลวงพ่อเทศน์ไว้ได้ที่ http://www.wimutti.net/pramote/

อ่าน ธรรมะใกล้ตัว หรือสมัครสมาชิกได้ที่นี่ค่ะ http://dungtrin.com/mag/


Thursday, February 21, 2008

Graduation!!!

Yeah!!! ในที่สุด ปุ๊ก็ได้ officially หมดภาระแล้ว วันนี้เป็นวันรับปริญญาของไอ้ลูกชาย หรือเก่ง น้องชายสุดเลิฟที่เลี้ยงต้อย ส่งเสียกันมาตั้งแต่เริ่มทำงานใหม่ๆ ตอนนั้นน้องเรียนมัธยม หลายปีผ่านไป Finally, I'm officially off the hook. hahaha...

การที่เลี้ยงดูน้องเต็มตัวมานาน ได้เห็นช่วงเวลาต่างๆในชีวิตที่ค่อยๆเดินข้ามผ่านไป (เอ... ประโยคนี้คุ้นๆ เหมือนจะยืมพี่บอย ป๊อดมายังไงก็ไม่รู้ดิ) ตอนที่น้องเรียนมัธยมปลายก็คอยกระตุ้นให้อ่านหนังสือ จนกระทั่งน้องเอ็นท์ติดวิศวะ ลาดกระบัง คืนนั้นที่รู้ผล จำได้ว่าตัวเอง ยิ้มไม่หุบ เข้านอนแล้วก็ยังยิ้ม ปลื้มใจและก็ภูมิใจมากที่น้องประสบความสำเร็จไปอีกขั้น

ช่วงเวลาสี่ปีที่มหาลัย พี่สาวก็กลัวน้องจะขี้เกียจ ติดผู้หญิง ติดยา สารพัด เป็นห่วง กังวลไปหมด เตือนบ้าง ด่าบ้าง แต่น้องก็รู้นิสัยว่า ด่าไปงั้นแหละ เพราะเวลาน้องมาอ้อนขออะไร สุดท้ายก็ใจอ่อนยอมให้อย่างที่น้องขอตลอด

แต่แล้ว... สี่ปีผ่านไป น้องก็เรียนจบ พี่สาวคนนี้ก็คอยเล่น role play เตรียมการสัมภาษณ์งานกะน้องชาย แบบ version ไทยและอังกฤษ และแล้วน้องก็ได้งานทำ สัมภาษณ์ไปหนเดียวเอง อุตส่าห์ซ้อมแทบแย่ อิ อิ.. โค้ชดีก็งี้แหละ

ด้วยความดีใจและใจอ่อนกับเสียงอ้อน พี่สาวก็เลยยอมควักเงินก้อนใหญ่ไปดาวน์รถให้เป็นของขวัญรับปริญญาน้องชาย เล่นเอาโดนกัดจากพี่ๆที่ office ว่า แกเก็บเงินไว้ขอเมียให้มันหรือยัง เอิ่ม...

นึกๆย้อนไปแล้ว ก็เขียนไปยิ้มไป เวลาที่เราประสบความสำเร็จ พ่อแม่ก็คงรู้สึกแบบนี้เหมือนกันนะ คงจะมากกว่านี้ด้วยซ้ำเนอะ จะว่าไปกลยุทธ์ของแม่ที่ให้ปุ๊เป็นคนเลี้ยงดูน้องก็เป็นกลยุทธ์ที่ฉลาดเลยทีเดียว นอกจากแม่จะประหยัดเงินแล้ว ยังทำให้ปุ๊มีความรับผิดชอบ แถมพี่สาวและน้องชายก็ผูกพันกันอีก แน่มากๆเลยแม่เรา

งานรับปริญญาปีนี้ของลาดกระบังจัดกันที่ไบเทค บางนา คนเยอะมาก เราสองคนพี่สาวและน้องชายไปถึงกันตั้งแต่ยังไม่เจ็ดโมงเช้า ไปเจอกะพ่อแม่ ตายาย และญาติๆที่นั่น งานนี้มีน้องพล ลูกชายของน้ารับปริญญาด้วยอีกคน วิศวะ ลาดกระบังเหมือนกัน ถ่ายรูปกันไปพอให้เก็บบรรยากาศแห่งความปลื้มมม ด้วยกล้องพอลล่าที่ตั้งใจซื้อมาเพื่องานนี้โดยเฉพาะ สุดท้ายก็ได้ออกงานอย่างที่ตั้งใจไว้ซะที เนื่องจากกล้องนี้ซื้อมาตั้งแต่ปีที่แล้ว ตอนน้องเรียนจบใหม่ๆ แล้วงานรับปริญญาก็เลื่อนๆๆข้ามปีมา พอลล่าของปุ๊เลยตกรุ่น โดนกล้องน้องบี้ cybershot ของอากงแซงหน้าไปซะงั้น (คิกๆๆ อากงมาแบบเท่ห์มากมีกล้องน้องบี้ห้อยคอมาเลยทีเดียว)

ดูรูปกันซะหน่อยละกัน เดี๋ยวพอลล่าจะน้อยใจ



วันถ่ายรูปหมู่ที่ลาดกระบัง


ไอ้ลูกชาย


สามคนซ้ายมือไม่รู้ชื่อไรกันมั่ง เก่งอยู่ขวาสุด


หญิงกะเก่ง (ดูจากรูปคงไม่ต้องอธิบายว่าหญิงเป็นใคร)



ที่ไบเทคท่ามกลางฝูงชน

เก่งถ่ายกับอากงอาม่าสุดเลิฟ

เก่งกับอาม่า




ป๊ะป๋า เก่ง หญิง และแม่ (ดูแล้วจะงงว่า มันสูงเหมือนใครเนี่ยะ)


อ่ะนะ


น่ารักดี


เก่งกับแม่


เก่ง ปุ๊ และพล


สามคนพี่น้อง


พี่สาวกะน้องชาย


ฮึ่บ.. ฮึ่บ..

ขอโทษ เห็นแบบนี้เหอะ ตอนหนุ่มๆหล่อกว่าลูกชายเยอะ


Wooo Hoooooooo!!!


แกเป็นใคร มาทำอะไรกับรถและกล้องของช้านนน


และพวก แก แก แกด้วย


ไอ้อ้วนนี่ใคร


ไอ้ดำนี่ เดี๋ยวจะโดนไม่ใช่น้อย


หนอย.... พวกแก๊....

ผมป่าวค้าบ... ไอ้นี่ค้าบ (ฉลาดจริงน้องชั้น)

Monday, January 14, 2008

Live and Learn

ฟังเพลง Live and Learn

"เมื่อวันที่ชีวิต เดินเข้ามาถึงจุดเปลี่ยน จนบางครั้งคนเราไม่ทันได้ตระเตรียมหัวใจ
ความสุขความทุกข์ ไม่มีใครรู้ว่าจะมาเมื่อไหร่ จะยอมรับความจริงที่เจอได้แค่ไหน

เพราะชีวิตคือชีวิต เมื่อมีเข้ามาก็มีเลิกไป มีสุขสมมีผิดหวัง
หัวเราะหรือหวั่นไหว เกิดขึ้นได้ทุกวัน

อยู่ที่เรียนรู้ อยู่ที่ยอมรับมัน ตามความคิดสติเราให้ทัน
อยู่กับสิ่งที่มีไม่ใช่สิ่งที่ฝัน และทำสิ่งนั้นให้ดีที่สุด

สุขก็เตรียมไว้ ว่าความทุกข์คงตามมาอีกไม่ไกล
จะได้รับความจริงเมื่อต้องเจ็บปวดไหว

เพราะชีวิตคือชีวิต เมื่อมีเข้ามาก็มีเลิกไป มีสุขสมมีผิดหวัง
หัวเราะหรือหวั่นไหว เกิดขึ้นได้ทุกวัน

อยู่ที่เรียนรู้ อยู่ที่ยอมรับมัน ตามความคิดสติเราให้ทัน
อยู่กับสิ่งที่มีไม่ใช่สิ่งที่ฝัน และทำสิ่งนั้นให้ดีที่สุด

อยู่ที่เรียนรู้ อยู่ที่ยอมรับมัน ตามความคิดสติเราให้ทัน
อยู่กับสิ่งที่มีไม่ใช่สิ่งที่ฝัน และทำสิ่งนั้นให้ดีที่สุด

อยู่ที่เรียนรู้ อยู่ที่ยอมรับมัน ตามความคิดสติเราให้ทัน
อยู่กับสิ่งที่มีไม่ใช่สิ่งที่ฝัน และทำสิ่งนั้นให้ดีที่สุด

อยู่กับสิ่งที่มีไม่ใช่สิ่งที่ฝัน และทำสิ่งนั้นให้ดีที่สุด"

ชื่อเพลง : ลีฟ แอนด์ เลิร์น (Live and Learn)
ศิลปิน : กมลา สุโกศล แคลป์ โดยบอย โกสิยพงษ์
album: Millions Way to Love

Tuesday, January 8, 2008

ชีวิตคือความบังเอิญ

วันนี้ได้ forwarded email มา 2 อัน เกี่ยวกับ "ความบังเอิญ" คิดไปคิดมา มันดูเกี่ยวข้องกันโดยบังเอิญจริงๆ เพราะเมล์สองอันนั้นส่งมาจากคนละคนกัน แต่พออ่านแล้วก็เลยคิดขึ้นมาว่า ในชีวิตเรา มีความบังเอิญบ่อยแค่ไหนที่เกิดขึ้น แล้วจะเปลี่ยนชีวิตเราหรือชีวิตของคนที่เกี่ยวข้อง และมันจะเปลี่ยนไปในทิศทางไหนก็ขึ้นอยู่ที่เราจะเลือกทางเดินนั้นด้วยตัวเราเอง ตามทฤษฎี the 90/10 Principle ของ Stephen Covey เค้าบอกว่า 10% of life is made up of what happens to you. 90% of life is decided by how you react.

อืม... น่าคิด ทีนี้มาลองอ่านเรื่องข้างล่างนี่ดูนะ

ข้อความบังเอิญ....

'มีคนเคยบอกว่า...ชีวิตคือความบังเอิญ..แต่ความบังเอิญบางครั้งก็เปลี่ยนแปลง..มุมมองเราใหม่ทั้งชีวิต '
ผมไม่เคยเชื่อในข้อความนี้...จนกระทั่งวันธรรมดาวันหนึ่ง ที่ผมเปิดมือถือขึ้นตอนเช้า
ผมได้รับข้อความ SMS บอกว่า ผมมีข้อความเสียงฝากไว้ ใน Voice Mail Box ของผมให้โทรเข้าไปฟัง...

ผมกด เข้าไปฟัง แต่พอฟัง...ผมกลับรู้สึกแปลกใจใหญ่เพราะเสียงของคนที่ฝากข้อความไว้นั้นผมไม่คุ้นเอาเสียเลย...
และยิ่งฟังข้อความที่ฝากไว้...ยิ่งน่าจะไม่เกี่ยวกับผมเลยด้วยซ้ำ แต่เสียงเศร้า ของชายสูงวัยนั้น ทำให้ผมสะดุดใจผมอย่างยิ่ง
'ชัย...นี่พ่อนะ พ่อพยายามติดต่อลูกหลายครั้ง แต่ติดต่อไม่ได้ คือ พ่อต้องเข้ารพ.ไปผ่าตัดอาทิตย์หน้า และหมอให้พ่ออยู่ที่
โรงพยาบาลตั้งแต่พรุ่งนี้..ที่บ้านไม่มีคนอยู่..ถ้าลูกว่างก็แวะมาได้ที่ โรงพยาบาลโคราช บางทีพ่ออาจจะเหลือเวลาไม่มาก......'
เสียงปลายทาง..สิ้นสุดลง ผมอึ้งและ...งง กับข้อความที่เพิ่งฟังจบไป อยู่พักหนึ่ง
ผมไม่ได้ชื่อชัย...และผม ก็ไม่มีพ่ออยู่โคราช พ่อผมเสียไปนานมากแล้ว...
ผู้ชายคนนั้นคง..กดเบอร์โทรผิด ผมคิดแค่นั้น และพยายามไม่ได้สนใจกับสิ่งที่ผมเพิ่งฟังมา
ทำไมต้องสนใจ????..มันไม่เกี่ยวกับผม..!

แต่ตลอดวันนั้น เสียงล้าๆ เหนื่อยๆ ของชายคนนั้นที่ฝากไว้ใน Voice Mail Box วนเวียนเข้ามารบกวนใจผมเป็นระยะ...
ผมได้แต่คิดว่า ผมมีสิทธิ์ที่จะลืมมัน? มันไม่ใช่หน้าที่อะไรของผมที่จะต้องสนใจ กับแค่การฝากข้อความผิดเบอร์...
แต่ประโยค ' บางทีพ่ออาจจะเหลือเวลาไม่มากนัก......' มันทำให้ผมรู้สึกแย่ หากไม่ลุกมาทำอะไรสักอย่าง
ผมตัดสินใจโทรกลับไปที่หมายเลขที่โทรมาฝากข้อความไว้....ซึ่งเป็นโทรศัพท์บ้าน...
ผมโทรไปหลายต่อหลายครั้ง ไม่มีคนรับสาย....ใช่ป่านนี้เค้าคงอยู่ที่โรงพยาบาลแล้ว
ผมได้แต่ถอนใจและพยายามบอกว่าตัวเองทำดีที่สุดแล้ว...
แต่ตอนเย็นของวันนั้น ในที่สุด ความสำนึกดี..(ที่มีอยู่ไม่มากนักในตัวผม)
ก็(ดัน) ดลบันดาลในให้ผม หาทางออกได้ว่า ผมน่าจะลองโทรไปหาเบอร์มือถือที่ใกล้เคียงกับผมดู
เผื่อบางที อาจจะมีเบอร์ใด...ที่อาจจะเป็น ลูกชายของคนที่ฝากข้อความไว้ก็ได้
เพราะถ้ากดผิดได้แสดงว่าหมายเลขคงจะห่างกันไม่มาก
ผมตัดสินใจไล่...กดเบอร์มือถือ ที่ใกล้เคียงกับเลขหมายโทรศัพท์ของผม ตั้งใจว่าจะกด แค่สิบเบอร์แรก...เท่านั้น
โดยเรียงจากเลขที่ใกล้เคียงกันมากที่สุด...ผมทำมันด้วยความไม่เต็มใจเท่าไหร่นักหรอก..
เพราะมันไม่สนุกเลยที่คุณจะต้องโทรไปหาใครที่ไม่รู้จักแล้วบอกเค้าว่า

'สวัสดีครับ คุณชื่อชัยหรือเปล่าครับ...ผมเป็นคนที่มีเลขหมายโทรศัพท์มือถือ ใกล้เคียงกับคุณ คือ คุณพ่อคุณคงกดเบอร์ผิด
และฝากข้อความไว้ที่ Voice Mail ของผม คือ ท่านบอกว่า เค้ากำลังจะเข้าผ่าตัดที่โรงพยาบาลทีโคราชอาทิตย์หน้า.... '

ทายซิครับ...ผมได้รับคำตอบ....อะไรบ้าง?
บ้างก็วางสายใส่อย่างไม่ปราณี...
บ้าง..ก็ถามกลับมาว่า คุณบ้าหรือเปล่า?
แต่คำตอบยอดนิยมที่ผมได้รับ...คือ....'ขอโทษนะค่ะ...ดิฉันไม่ซื้อประกันตอนนี้...และทำบัตรเครดิตครบทุกธนาคารแล้วค่ะ'
ผมอยากจะบ้าตาย..ผมไม่ได้พูดอะไรที่เกี่ยวกับเรื่องประกัน กับ บัตรเครคิตซะหน่อย..เฮ้อ...
บางที...คนสมัยนี้ คงยุ่งเกินกว่าที่จะ คุยกับคนแปลกหน้า..ก็ได้...มั้ง……
ผมนึกโกรธ เจ้าความสำนึกดีในตัวเอง...ที่มันยังดึงดันพยายามต่อ...
จากที่ตั้งใจว่า จะโทรแค่ 10 เบอร์ที่ใกล้เคียงเท่านั้น แล้วผมก็ลามปราม...โทรไปถึง..สามสิบเบอร์
แต่ในที่สุด..ผมก็ต้อง..ถอนใจ ...หมดหวัง..เมื่อเบอร์สุดท้ายก็ติดต่อไม่ได้

ผม...ตัดสินใจฝากข้อความ Voice Mail ของหมายเลขที่ผมลองสุ่มโทรไป... ด้วยประโยคที่ผมพูดซ้ำกันมากกว่า 30 รอบ อย่างเชี่ยวชาญ
' สวัสดีครับ คุณชื่อชัยหรือเปล่าครับ...ผมเป็นคนที่มีเลขหมายโทรศัพท์มือถือ ใกล้เคียงกับคุณ คือ คุณพ่อคุณคงกดเบอร์ผิด
และฝากข้อความไว้ที่ Voice Mail ของผม คือ ท่านบอกว่า เค้ากำลังจะเข้าผ่าตัดที่โรงพยาบาลทีโคราชอาทิตย์หน้า.... '
ผมวางสาย...เบอร์โทรที่เป็น...เป้าหมายสุดท้าย...เสร็จสิ้นไปแล้ว...
ผมพยายามปลอบใจตัวเองว่า...ผมทำดีที่สุดแล้ว...และไม่ควรรู้สึกผิดอะไรอีก
ผมหลับตานึกภาพพ่อของคนที่ชื่อชัย....ที่ต้องนอนป่วยโดดเดียวที่โรงพยาบาล
ผมได้แต่หวังว่า เค้าจะมีช่องทางการติดต่อสื่อสารอย่างอื่นที่ทำให้สองคนนี้ได้คุยกันได้
แต่แล้ว...สวรรค์ ก็คงมีตาอยู่บ้าง...
(จริงๆผมว่า สวรรค์น่าจะมี Call Center เพราะถ้ามีแค่ตาบางทีอาจจะมองไม่เห็นทุกคนที่เดือดร้อน...)

แล้วอยู่ๆ ก็มีเสียงโทรศัพท์จากเลขหมายหนึ่งเข้ามา.... นั่นคือ...เลขหมายสุดท้ายที่ผมฝากข้อความไว้ใน Voice Mail นั้นเอง
'ขอโทษนะครับ...คุณใช่คนที่ฝากข้อความไว้ใน Voice mail ของผมหรือเปล่า? ผมชื่อชัย…'
และแล้ว...ภาระกิจอันยิ่งใหญ่...ของผมก็สำเร็จ...เมื่อคนที่ชัยโทรกลับมาจริงๆ

แม้ในน้ำเสียงของเค้าดูจะไม่ค่อยไว้วางใจกับเรื่องที่ผมเล่าเท่าไหร่...และยังสงสัยอยู่หลายประเด็น
แต่เมื่อผมบอกว่า...เขาสามารถโทรไปสอบถาม ที่โรงพยาบาลโคราชได้ว่ามีชื่อพ่อเค้าอยู่หรือเปล่า
เขาวางหูและเงียบหายไปพัก...และโทรกลับมาขอบคุณผม
เพราะที่โรงพยาบาลโคราชยืนยันว่ามีคนป่วยเป็นมะเร็งขั้นสุดท้ายที่ชื่อตรงกับคุณพ่อของเค้าจริงๆ
ผม...อึงไปพัก..เมื่อรู้ว่า...น้ำเสียงล้าๆ...ที่ผมได้ยินจาก Voice Mail Box นั้นเกิดจากการเป็นโรคร้ายระยะสุดท้าย..
ชัยรีบเดินทางกลับไปโคราช เขาไปถึงก่อนที่พ่อจะผ่าตัด..

แค่หนึ่งวัน ชัย โทรมาขอบคุณผมอีกครั้ง
เขาเล่าว่าสาเหตุที่..เขาต้องปิดมือถือ หนีหน้าครอบครัว..และคนอื่น..
เพราะธุรกิจที่เขาที่กรุงเทพมีปัญหา...เขาต้องหนีเจ้าหนี้...ที่ตามทวงอย่างหนัก
เขาบอกว่า...แต่สิ่งที่โชคดีที่สุดของเขา..ตอนนี้ อย่างน้อย เขาก็ได้มีเวลาได้ดูแลพ่อ แม้จะเป็นช่วงเวลาสุดท้ายก็ตาม
ผมยังเก็บข้อความเสียง ของคุณพ่อของชัยเอาไว้ และ แอบกด เข้าไปฟังอีกหลายครั้ง
เพราะ ท่ามกลางชีวิตที่ยุ่งวุ่นวาย..จนไม่มีเวลาจะสนใจคนอื่น..ของผม

ข้อความเสียงนั้น ใน Voice Mail Box ที่ผมได้รับโดยบังเอิญนั้น...คอยเตือนให้ผมรู้ซึ้ง ถึงความหมายของคำว่า
'การที่เรายอมลำบากเพียงเล็กน้อย...เพื่อคนอื่นบ้างนั้น
ใครจะรู้ว่า...บางที มันอาจจะหมายถึงสิ่งที่มีค่าที่สุดของอีกคนหนึ่งก็ได้'


น่าคิดเหมือนกันนะ